วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

โทรเลขไทยสู่ยุค3G 14

ในยุคแรก โทรศัพท์ยังมีใช้อยู่ในวงจำกัด คือเฉพาะในหน่วยงานราชการเท่านั้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๒๙ จึงเปิดให้ประชาชนเช่าเป็นครั้งแรก ภายใต้การดำเนินงานของกรมไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ยุคนั้นมีชื่อเรียกติดปากคนทั่วไปว่า “โทรศัพท์แม็กนิโต” (Magneto System) เป็นโทรศัพท์แบบที่มีแบตเตอรี่ภายใน ไม่มีหน้าปัดเอาไว้หมุนเบอร์ และสามารถติดต่อโทรศัพท์เครื่องอื่นได้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น (คือจากบ้านนาย ก. ไปถึงบ้านนาย ข. โทรไปบ้านอื่นไม่ได้) เวลาใช้งานต้องหมุนคันโยกข้างเครื่องซึ่งจะทำให้สัญญาณไปดังที่ตู้ต่อสายของพนักงานซึ่งประจำอยู่ที่ชุมสายโทรศัพท์ ที่จะคอยทำหน้าที่เสียบปลั๊กต่อสายโทรศัพท์ของเราให้เชื่อมกับสายโทรศัพท์อีกเครื่อง และเมื่อต้องการวางสาย ก็ต้องหมุนคันโยกอีกครั้ง เพื่อให้พนักงานโทรศัพท์ถอดปลั๊กออก
ต่อมาจึงมีการสร้างโทรศัพท์ระบบไฟกลาง (Central Battery - C.B.) ยุคนี้หน้าตาของเครื่องโทรศัพท์ยังเหมือนเดิม ต่างกันเพียงไม่มีแบตเตอรี่ในเครื่องอีกต่อไป เพราะใช้ไฟฟ้าจากส่วนกลาง โทรศัพท์แบบนี้สามารถติดต่อโทรศัพท์ได้หลายเครื่อง โดยอาศัยการบอกพนักงานที่ชุมสายโทรศัพท์ให้ทำการต่อสายเครื่องที่โทรออกให้เชื่อมกับสายของหมายเลขที่ต้องการสนทนาได้
หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ จึงได้มีการเปลี่ยนชุมสายโทรศัพท์เป็นระบบ step by step ซึ่งถือเป็นชุมสายอัตโนมัติแบบกลไกรุ่นแรกที่ผู้ใช้สามารถหมุนเบอร์ติดต่อถึงกันได้โดยไม่ต้องผ่านพนักงานต่อสาย จากนั้นจึงมีการนำชุมสายแบบ Cross Bar และชุมสายระบบ SPC (Stored Program Control) มาใช้ ซึ่งระบบหลังสุดนี้จะถูกควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งหมด
แม้ผู้ใช้โทรศัพท์จะสามารถพูดคุยโต้ตอบกับคนที่อยู่ปลายทาง ติดต่อธุระได้รวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลารอถึงครึ่งค่อนวันแบบโทรเลข แต่อย่างไรก็ตาม ในยุคแรกๆ มาจนถึงราว ๒๐ ปีก่อน ระบบโทรศัพท์ก็ยังไม่ครอบคลุมหรือเข้าถึงผู้ใช้ในวงกว้าง จำนวนเลขหมายก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน แม้ในเมืองใหญ่ๆ การขอโทรศัพท์สักเลขหมายยังต้องใช้เวลานานนับปี ทั้งยังมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและการใช้งานค่อนข้างสูง ดังนั้นสำหรับคนทั่วไป การส่งข่าวด่วนด้วยโทรเลขแม้ว่าจะช้ากว่า แต่ก็ถือเป็นทางเลือกเดียวสำหรับคนที่เข้าไม่ถึงระบบโทรศัพท์ โดยเฉพาะคนในชนบทซึ่งโครงข่ายการสื่อสารอื่นๆ ยังไปไม่ถึง
หลายปีต่อมา เมื่อความต้องการด้านการติดต่อสื่อสารเพิ่มมากขึ้น ระบบการสื่อสารชนิดใหม่ๆ จึงถูกนำมาใช้มากขึ้นผ่านหน่วยงานด้านโทรคมนาคมต่างๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายอย่างโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการการสื่อสารไทยในเวลาต่อมา
ทั้งนี้ โทรศัพท์เคลื่อนที่หรือที่เรียกกันติดปากทั่วไปว่า “โทรศัพท์มือถือ” นั้น มีการแบ่งช่วงเวลาวิวัฒนาการออกเป็นยุคๆ ได้แก่ 1G (First Generation Mobile System) 2G (Second Generation Mobile System) และ 3G (Third Generation Mobile System)


ที่มา:http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=514

โทรเลขไทยสู่ยุค3G 13


หลังจาก “ไอ้โม่ง” เข้ามาแทนที่เครื่องส่งรหัสมอร์สในที่ทำการโทรเลขกลาง มันก็ค่อยๆ ขยับขยายไปยังชุมสายย่อยตามต่างจังหวัดซึ่งมีปริมาณการรับ-ส่งโทรเลขเกิน ๑๐๐ ฉบับต่อวัน โดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่ๆ เช่นเชียงใหม่ รวมถึงอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
“ส่วนในพื้นที่ห่างไกลที่จำนวนการรับ-ส่งโทรเลขเฉลี่ยต่ำกว่า ๑๐ ฉบับต่อวันก็ยังใช้ระบบเดิม ซึ่งเราก็ต้องหาวิธีจัดการในกรณีที่ต้นทาง-ปลายทางมีเครื่องมือต่างชนิดกัน เช่นถ้าต้องการส่งโทรเลขไปอำเภอห่างไกลแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ก็ต้องเริ่มจากส่งข้อความด้วยโทรพิมพ์ที่กรุงเทพฯ ไปที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ซึ่งมีโทรพิมพ์เหมือนกันก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่ที่นั่นก็จะส่งข้อความต่อเป็นรหัสมอร์สไปยังที่ทำการโทรเลข ณ อำเภอปลายทางที่ผู้รับอาศัยอยู่ ซึ่งที่นั่นก็จะมีเครื่องรับสัญญาณรหัสมอร์สที่สามารถติดต่อกับอำเภอเมืองได้”
ยุคของโทรพิมพ์ดำเนินต่อไปจนมีการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ กล่าวคือ ที่ทำการโทรเลขกลางได้ถูกเปลี่ยนเป็นชุมสายโทรเลขอัตโนมัติ (Message Switching Center) โดยมีคอมพิวเตอร์ระดับเมนเฟรมขนาดใหญ่เท่าห้องรับแขกมาทำงานแทนระบบการรับ-ส่งโทรเลขแบบเดิม
“สาเหตุหนึ่งที่ต้องมีการพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือ ก็เพราะถ้ามัวแต่ใช้ของเก่าคงไม่ทันกิน ตัวอย่างเช่น สมัยแรกเราส่งโทรเลขด้วยรหัสมอร์สฉบับหนึ่งใช้เวลาราว ๑๐ นาทีก็ถึงที่ทำการโทรเลขปลายทาง นี่เร็วแล้วนะครับ มาถึงยุคโทรพิมพ์ก็ใช้เวลาน้อยกว่า ส่วนคอมพิวเตอร์จะเร็วกว่านั้นอีก คือราว ๒ นาทีก็ถึง เรื่องความเร็วนี้ไม่นับรวมเวลาในการจัดส่งให้ถึงมือผู้รับนะครับ เพราะสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับคน”
ในที่สุดคอมพิวเตอร์ก็เข้ามาแทนที่เครื่องโทรพิมพ์ทั้งหมด ที่ทำการโทรเลขทุกแห่งทยอยเปลี่ยนเครื่องรับ-ส่งโทรเลขจากเครื่องส่งรหัสมอร์สและโทรพิมพ์มาเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ชุมสายโทรเลขอัตโนมัติลดกำลังเจ้าหน้าที่จากหลายร้อยคนเหลือเพียงผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์กับผู้ดูแลศูนย์ถ่ายทอดโทรเลขอีกไม่กี่สิบคนเท่านั้น ส่วนที่ทำการไปรษณีย์ต่างๆ ก็มีเจ้าหน้าที่ประจำมาก-น้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณงาน
แต่ไม่ว่าโทรเลขจะพยายามพัฒนาปรับเปลี่ยนตัวเองไปเพียงไร มันก็ดูจะช้าเกินไปสำหรับโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน...
ที่มา:http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=514

โทรเลขไทยสู่ยุค3G 12

แต่อีกด้านหนึ่งของเหรียญ มิตรภาพระหว่างการทำงานก็เกิดขึ้นได้ “ครั้งหนึ่งผมเคาะรหัสมอร์สส่งโทรเลขไปสระบุรี ฝ่ายรับฟังสัญญาณรับข้อความได้อย่างรวดเร็ว พอส่งข้อความเสร็จเลยถูกใจ เออเขาเก่งแฮะ ก็มีการเคาะรหัสถามชื่อเสียงเรียงนามกัน จากนั้นผมไปเยี่ยมพี่ชายที่สระบุรีทีไรก็ได้พึ่งเขาบ่อยๆ อย่างไรก็ตามเรื่องความผิดพลาด ความขัดแย้ง มันก็เป็นธรรมดาสำหรับคนทำงาน แต่ที่สำคัญต้องไม่พลาดแล้วส่งผลกระทบถึงผู้รับข่าวสาร”
นั่นหมายถึงการส่งข้อความประเภทที่อักษรตัวเดียวผิด แต่ทำให้ความหมายเปลี่ยนไปทั้งประโยค เช่น “แม่หายแล้ว” แต่เจ้าหน้าที่ส่ง “ต” เข้าไปแทน “ห” ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นจริงและสร้างความปั่นป่วนไม่น้อย
“ลูกที่อยู่กรุงเทพฯ ตกอกตกใจ ร้องห่มร้องไห้ เตรียมงานศพเสียเงินมากมายกว่าจะพบว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่”
สิ่งที่ต้องทำก็คือ ผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้าเวรโทรเลขกะนั้นต้องพาลูกน้องที่ทำงานพลาดไปขอโทษผู้เสียหายถึงบ้าน ซึ่งก็ไม่เสมอไปที่จะยอมความกันได้ ยิ่งถ้าหากผู้เสียหายเป็นข้าราชการมีตำแหน่งใหญ่โตด้วยแล้ว เจ้าหน้าที่ก็อาจโดนหักเงินเดือนหรือถูกลงโทษทางวินัยได้ง่ายๆ
“แต่กรณีแบบที่ว่าก็มีน้อยมาก เวลาขอโทษเราก็อธิบายถึงการทำงานของเราให้เขาฟังว่ามันหนักแค่ไหน สมัยนั้นโทรเลขแต่ละวันมีเข้ามาจำนวนมาก กะหนึ่ง ๘ ชั่วโมงนี่ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งอาจต้องส่งโทรเลขถึงเกือบๆ ๕๐ ฉบับ นึกดู ห้องทำงานบนตึกที่ทำการโทรเลขกลางเป็นห้องใหญ่ ยิ่งมีคนส่งโทรเลขมากขึ้น ก็ต้องเพิ่มเครื่องส่งรหัสมอร์สและเจ้าหน้าที่ให้มากขึ้น นั่งเรียงกันเป็นตับ เวียนกันทำงาน ๒๔ ชั่วโมง ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ร้อนขนาดต้องถอดเสื้อทำงาน หลายคนก็กินนอนกันอยู่แถวนั้น เป็นวัณโรคไปเลยก็มี เครียดจริงๆ เพราะต้องใช้สมาธิเคาะและฟังสัญญาณ คนไหนเข้ากะแล้วเจอเข้าสัก ๔๐ ฉบับนี่สลบเลย
“แต่มันก็มีเรื่องที่ทำให้ได้ยิ้มกันอยู่บ้าง อย่างข้อความประเภท ‘มาไม่ต้องมา ถ้าไม่มาให้บอกด้วย’ นี่ก็ส่งกันเยอะ (หัวเราะ) เดาว่าพวกเขาคงมีความสัมพันธ์กัน แต่อย่างว่า เรามีหน้าที่รับแล้วส่งข้อความต่อให้ถึงปลายทาง กระดาษข้อความผ่านไปที่ใครก็ยิ้มกันสนุกสนาน แต่แพร่งพรายไม่ได้เพราะมีระเบียบห้ามไว้”
แต่ในที่สุด บรรยากาศการทำงานแบบนี้ก็ค่อยๆ หายไปเมื่อระบบโทรพิมพ์เข้ามาแทนที่เต็มตัว
“โทรพิมพ์เข้ามาแทนเครื่องส่งรหัสมอร์สอย่างช้าๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๒ แล้วครับ คนทำงานเรียกชื่อเล่นของมันว่า ‘ไอ้โม่ง’ เครื่องใหญ่มาก มันคือพิมพ์ดีดดีๆ นี่เอง แต่เหมือนโทรศัพท์ตรงที่มีหมายเลขประจำเครื่อง อยากส่งข้อความไปไหนก็กดหมายเลขเครื่องปลายทาง ถ้าทางนั้นออนไลน์ เครื่องจะบอกว่าพร้อมส่ง เราก็พิมพ์ข้อความ การส่งแบบโทรพิมพ์ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ไม่ใช่รหัสมอร์สในการส่งแล้วนะครับ”
ลุงสุรสิทธิ์ออกท่าทางยงโย่ยงหยก “เวลาพิมพ์ต้องใช้แรงเยอะ เสียงจะดังแป๊ะๆๆๆๆ ทำงานกับโทรพิมพ์นี่ก็หนักเหมือนกัน ถึงแม้ปริมาณงานต่อวันจะทำได้มากกว่าสมัยที่ใช้เครื่องส่งรหัสมอร์ส เพราะเป็นการพิมพ์ข้อความโดยตัดขั้นตอนการแปลงข้อความเป็นรหัสมอร์สออกไป แต่จำนวนโทรเลขที่ต้องส่งมันก็เพิ่มขึ้นด้วย กะหนึ่งนี่ผมเคยเจอถึง ๓๐๐ ฉบับมาแล้ว แย่เลย”

ที่มา:http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=514

โทรเลขไทยสู่ยุค3G 11

แม้ในยุคเฟื่องฟูของโทรเลขเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่ทำการไปรษณีย์แต่ละแห่งจะมียอดรับ-ส่งโทรเลขนับพันฉบับต่อวัน แต่ดูเหมือนการติดตามร่องรอยเก่าๆ ของโทรเลข โดยเฉพาะโทรเลขที่อยู่ในวิถีชีวิตคนธรรมดาสามัญจะไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนหนึ่งคงเพราะคนส่วนใหญ่ใช้โทรเลขเพื่อแจ้งข่าวสาร เมื่อผู้รับได้ทราบข่าวเหล่านั้นแล้ว โทรเลขที่ไปถึงมือก็ดูจะหมดความหมาย พร้อมจะทิ้งลงถังได้ทุกเมื่อ ทั้งในส่วนต้นทางอย่างกรมไปรษณีย์โทรเลขเวลานั้น หรือแม้ไปรษณีย์ไทยในยุคนี้ หากไม่ใช่โทรเลขที่ใช้ติดต่อทางราชการ สำเนาโทรเลขเหล่านั้นก็จะถูกทำลายทิ้งหลังเก็บรักษาไว้ครบ ๒ ปี เพราะถือเป็นเอกสารที่ห้ามเผยแพร่
ดังนั้น นอกจากโทรเลขไม่กี่ฉบับที่อาจมีผู้เก็บรักษาเอาไว้ด้วยเหตุผลพิเศษบางประการแล้ว ร่องรอยโทรเลขที่เราพอติดตามได้จึงดูจะเหลืออยู่แต่ในความทรงจำของคนรุ่นเก่าที่เคยคุ้นต่อการสื่อสารชนิดนี้ กับคนอีกกลุ่มที่ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตคลุกคลีอยู่กับมัน ดังเช่นกลุ่มคุณลุงเจ้าหน้าที่ประจำที่ทำการรับ-ส่งโทรเลขนครหลวงใต้ รวมถึงอดีตเจ้าหน้าที่ประจำที่ทำการโทรเลขกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางระบบโทรเลขของไทย
“มีบ้างเหมือนกันที่คนใช้โทรเลขส่งข้อความแบบอื่นที่ไม่ใช่ข่าวร้าย อย่างเช่น ‘เดินทางถึงที่หมายแล้ว’ ‘ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ’ แต่ลักษณะนี้รู้สึกว่าเพิ่งมาเกิดขึ้นในช่วงหลัง และต้องเป็นคนที่รู้จักโทรเลขดีแล้วถึงจะใช้งานลักษณะนี้ โดยทั่วไป คนที่นานๆ ใช้ทีหรือนานๆ จะได้รับโทรเลขสักที พอพูดถึงโทรเลขก็มักจะนึกถึงข่าวร้ายก่อนเสมอ”
ลุงสุรสิทธิ์ยังจำบรรยากาศการทำงานในที่ทำการโทรเลขกลางช่วงก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้ดี ช่วงนั้นถือเป็นยุคท้ายๆ ของการส่งโทรเลขด้วยเครื่องส่งรหัสมอร์ส เพราะได้มีการนำโทรพิมพ์ (ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๒) มาใช้ส่งโทรเลขแทนเครื่องส่งรหัสมอร์สเป็นส่วนใหญ่แล้ว
“สมัยแรกๆ ใครเชี่ยวชาญรหัสมอร์สจะก้าวหน้าเร็วมาก เพราะถ้าคุณไม่เก่งวิชานี้ เวลาทำงานจะติดๆ ขัดๆ เรื่องนี้ทำให้หน้าตึกที่ทำการโทรเลขกลางสมัยก่อนกลายเป็นสนามมวยประจำ (หัวเราะ)
“เรื่องของเรื่องเกิดจากพนักงานที่ต้นทางกับปลายทางซึ่งต้องทำงานด้วยกันไม่เข้าใจกัน การรับ-ส่งโทรเลขด้วยเครื่องส่งรหัสมอร์ส นอกจากคนส่งต้องชำนาญแล้ว ยังต้องเข้าใจคนรับด้วย เพราะความสามารถของคนเราแตกต่างกัน เช่นส่งจากกรุงเทพฯ ไปต่างจังหวัด ปลายทางอาจ ‘เคาะเบรก’ คือกดตัวรับรหัสมอร์สฝั่งเขาค้าง เพื่อบอกว่าฟังสัญญาณไม่ทัน ต้นทางก็ต้องส่งอีกครั้ง พอโดนเบรกบ่อยๆ เข้าก็จะมีการด่าหรือต่อว่ากันด้วยรหัสมอร์สนั่นละ บางคนโดนว่าแล้วโมโห นั่งรถมาจากต่างจังหวัดแล้วเรียกคู่กรณีลงไปคุย เจ็บตัวทั้งคู่ ซึ่งจริงๆ ทุกคนก็พยายามอะลุ่มอล่วยเพราะเกิดเรื่องทะเลาะกันถือว่าผิดวินัยครับ”


ที่มา:http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=514

โทรเลขไทยสู่ยุค3G 10


สมัยยังเด็ก ราวปี ๒๕๐๔ ผมอายุประมาณ ๑๖ ปี เคยรับโทรเลขครั้งหนึ่ง เป็นข่าวการเสียชีวิตของยายซึ่งอยู่ที่ฉะเชิงเทรา ตอนนั้นโทรเลขมาเป็นกระดาษ มีบุรุษไปรษณีย์ใส่เสื้อคอตั้งแขนยาว สวมรองเท้าบูต เป็นคนมาส่ง นับแต่นั้นจึงรู้จักโทรเลขมากขึ้น ทีนี้ได้รับทีไรเป็นตกใจมือสั่น อย่างที่รู้กันว่าโทรเลขใช้สำหรับส่งข่าวสำคัญ ซึ่งก็มักจะเป็นข่าวไม่ดีเสมอ”
สุรสิทธิ์ สุหทัยกุล อดีตเจ้าหน้าที่ที่ทำการโทรเลขกลาง บอกเล่าประสบการณ์ของตนที่มีต่อโทรเลขช่วง ๑๖ ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ให้เราฟัง
ลุงสุรสิทธิ์เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังคงจำได้ถึงบรรยากาศเก่าๆ ในยุคที่โทรเลขยังมีบทบาทต่อชีวิตคนไทยอยู่มาก หรือจะเรียกว่าเป็นทางเลือกเดียวในการติดต่อบอกกล่าวข่าวสารสำคัญก็คงไม่ผิดนัก
ที่มา:http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=514

โทรเลขไทยสู่ยุค3G 9

ในยุคนั้นสายโทรเลขยังมีความสำคัญมาก รัฐบาลต้องคอยดูแลรักษาให้ใช้งานได้ดีตลอดเวลา เห็นได้จากเอกสารโต้ตอบระหว่างพระยาเสถียรฐาปนกิตย์ ปลัดทูลฉลองกระทรวงโยธาธิการ กับพระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง ปลัดทูลฉลองกระทรวงนครบาล ในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ กรณีที่มี “ว่าวแลสายป่านไปพันสายโทรเลข” อยู่บ่อยครั้ง โดยกระทรวงโยธาธิการซึ่งดูแลกรมไปรษณีย์โทรเลข ได้รับการร้องเรียนจากปลัดกรมไปรษณีย์โทรเลขว่าพลตระเวนของกระทรวงนครบาลไม่ดูแลกวดขันการเล่นว่าวของราษฎรมากเท่าที่ควร ทำให้ว่าวไปพันสายโทรเลขอยู่บ่อยๆ ต้องคอยแก้สายป่านลงมาเป็นระยะๆ เพราะเป็นอุปสรรคต่อระบบการสื่อสาร โดยในหนังสือราชการดังกล่าวนั้นได้มีการแนบ “ว่าวแลสายป่านซึ่งติดพันสายโทรเลข” ไปด้วย เพื่อยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง และขอให้กระทรวงนครบาลดำเนินการหลังจากร้องขอมาหลายครั้งแล้ว
ในฐานะที่เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ถือได้ว่ามีประสิทธิภาพที่สุดในเวลานั้น โทรเลขจึงได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในหลายด้าน ไม่ว่าในด้านการแจ้งข่าวสารสำคัญ ดังเช่นโทรเลขของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ที่รายงานผลการแข่งรถของ “พระองค์เจ้าพีระ” ราชานักแข่งรถไทย กลับมาที่พระตำหนักในกรุงเทพฯ ด้วยขณะนั้นทรงทำหน้าที่ผู้จัดการคอกรถแข่ง “หนูขาว” ทีมรถแข่งทีมเดียวในประวัติศาสตร์ไทยที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในยุโรปช่วง พ.ศ. ๒๔๗๙-๒๔๘๑
ในเชิงการทูต โทรเลขก็ถูกใช้เป็นสื่อแสดงถึงสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างผู้นำประเทศ ดังจะเห็นได้ว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้จัดส่งโทรเลขถวายพระพรแด่กษัตริย์ สมเด็จพระราชินี รวมถึงผู้นำประเทศต่างๆ ตามวาระโอกาสอันเหมาะสม อาทิ วันเฉลิมพระชนมพรรษา เทศกาลปีใหม่ ฯลฯ ทั้งนี้ในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ยังปรากฏโทรเลขตามธรรมเนียมการทูตของนายปรีดี พนมยงค์ ในนามผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ถึง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมนีเวลานั้น เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ แม้ว่าขณะนั้นนายปรีดีจะทำหน้าที่หัวหน้าเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น ประเทศร่วมฝ่ายอักษะของผู้นำเยอรมนี อย่างลับๆ อยู่ด้วยก็ตาม
นอกเหนือไปกว่านั้น โทรเลขยังได้ก้าวเข้าไปมีบทบาทสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ ที่เด่นชัดคือคราวที่เกิด “กบฏบวรเดช” ในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ รัฐบาลคณะราษฎรได้ใช้โทรเลขในการสั่งการข้าราชการหัวเมืองต่อสู้กับฝ่ายกบฏ หลายฉบับมีรายละเอียดเป็นคำสั่งให้ระวังที่ทำการโทรเลขอย่างเข้มงวด บางฉบับเป็นรายงานสถานการณ์ ซึ่งต่อมาถูกส่งไปที่นายกรัฐมนตรีคือ พระยาพหลพลพยุหเสนา ทั้งหมด และปัจจุบัน สำเนาโทรเลขไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ฉบับที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ก็ได้ถูกเก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติในฐานะเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์
ที่น่าสนใจก็คือ ความสำคัญของโทรเลขในเชิงยุทธศาสตร์นี้ยังปรากฏให้เห็นต่อเนื่องมาแม้ในยุคหลังที่ระบบการสื่อสารของไทยก้าวหน้าพัฒนาไปจากเดิมมากแล้ว


ที่มา:http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=514

โทรเลขไทยสู่ยุค3G 8

ในช่วงเวลาอันคับขันนั้น ณ อีกซีกโลกหนึ่ง ทูตไทยที่ปารีสได้พยายามทำทุกทางเพื่อโน้มน้าวรัฐบาลฝรั่งเศสให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว จนในที่สุด ทางการฝรั่งเศสก็ได้มีโทรเลขด่วนถึงมิสเตอร์ปาวีและกัปตันเรือรบ ให้ระงับปฏิบัติการเสีย
ทว่า โทรเลขฉบับชี้เป็นชี้ตายนั้นกลับไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง เนื่องจาก
“...ปาวีใช้อุบายของตนแกล้งให้เข้าใจผิด โดยไม่มอบคำสั่งด่วนจากปารีสให้ผู้บังคับการเรือรบ วิธีการของปาวีคือ นำโทรเลขฉบับสำคัญนั้นใส่รวมในถุงจดหมายฉบับอื่นๆ ของเมลปรกติที่ส่งถึงนายทหารบนเรือรบ...” (ไกรฤกษ์ นานา ใน “’ราชการลับ’ เมื่อ ร. ๕ เสด็จประพาสเยอรมนี ไม่ใช่เรื่องลับในยุโรป”, ประวัติศาสตร์นอกพงศาวดารรัชกาลที่ ๕ พระพุทธเจ้าหลวงในโลกตะวันตก, มติชน ๒๕๔๖)
ส่งผลให้เกิดการปะทะกันตามแผนที่ปาวีวางไว้ เรือรบฝรั่งเศสบุกเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงหน้าสถานทูตของตนโดยที่ปืนทุกกระบอกอยู่ในสภาพพร้อมรบ เมื่อเหตุการณ์มาถึงขั้นนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสเองก็ต้อง “ตามน้ำ” จนกลายเป็น “นโยบายเรือปืน” ที่โด่งดังที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
เป็นไปได้หรือไม่ว่า การกระทำของปาวีในครั้งนั้นส่งผลให้รัชกาลที่ ๕ ทรงระมัดระวังในการใช้เครือข่ายโทรเลขระหว่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากขณะเสด็จประพาสยุโรปเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ถึงกับทรงมีพระราชโทรเลขด่วนถึงพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม ซึ่งทำหน้าที่ราชเลขานุการคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอยู่ที่กรุงเทพฯ ใจความว่า
“ฉันมีความปรารถนาจะให้เธอแบ่งย่อโทรเลขของฉันที่มีไปถึงสมเด็จพระบรมราชินีนารถนั้น ลงพิมพ์ให้ทราบทั่วไปแก่มหาชนอันเป็นที่รักใคร่ของเราเนืองๆ จึงเป็นน่าที่ของเธอที่จะนำคำแปลโทรเลขนั้นถวายสมเด็จพระบรมราชินีนารถ จะทรงเห็นควรว่าส่วนใดเป็นการลับ ซึ่งไม่ควรจะปรากฏเปิดเผยตามแต่จะวินิจฉัยได้ทุกประการ วิธีซึ่งจะให้เป็นการสดวกต่อไปภายหน้านั้น บรรดาโทรเลขสำคัญเซนสยามินทร์นั้นประสงค์จะให้ปรากฏในหนังสือพิมพ์ราชการ แต่โทรเลขที่เซนจุฬาลงกรณ์นั้น ประสงค์ว่าเป็นเฉพาะส่วนตัวและเป็นการลับ...”
ไกรฤกษ์ นานา วิเคราะห์ไว้ว่า “เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ การสื่อสารที่ฉับไวที่สุดคือการส่งข้อความทางโทรเลข ในระหว่างนั้นการติดต่อกลับเมืองไทยต้องส่งผ่านชุมสายเพียง ๒ ประเทศเท่านั้น คือทางพม่า (เมืองมอลแมง) หรือทางเวียดนาม (เมืองไซ่ง่อน) และต้องส่งเป็นภาษาอังกฤษ อันว่าทั้งสองเมืองนี้เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษและฝรั่งเศสอยู่ด้วย ความลับทั้งหลายจะถูกหน่วยข่าวกรองของทั้งสองฝ่ายดักอ่านตีความทันทีอย่างไม่ต้องสงสัย...”
ทั้งนี้รัชกาลที่ ๕ ทรงแก้ปัญหาดังกล่าวโดยการแฝงความลับไว้ในพระราชหัตถเลขา แล้วให้ขุนนางที่ทรงคุ้นเคยตีความเอาเอง การที่พระองค์ทรงเลือกใช้ “โทรเลข” ติดต่อราชการระหว่างประเทศแม้จะทรงระแวงว่ามีการดักอ่าน ก็ด้วยขณะนั้นโทรเลขถือเป็นการติดต่อสื่อสารเพียงชนิดเดียวที่ส่งข่าวสารได้เร็วที่สุด คือถึงมือผู้รับภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ขณะที่จดหมายต้องใช้เวลาเดินทางจากยุโรปถึงเอเชียโดยทางเรือไม่ต่ำกว่า ๒ เดือน


ที่มา:http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=514