วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การใช้กล้องถ่ายรูป 3

3. วิธีการจับกล้องถ่ายภาพ
วิธีการจับกล้องถ่ายภาพเพื่อถ่ายภาพ ต้องจับในท่าที่ถนัดและมั่งคงที่สุด เพื่อป้องกันการสั่นไหวของกล้องถ่ายภาพขณะบันทึกภาพ ด้วยการจับด้วยสองมือให้มั่นคง นิ้วชี้ของมือขวาจะใช้กดชัตเตอร์และปรับความเร็วชัตเตอร์ นิ้วหัวแม่มือจะใช้ในการเลื่อนฟิล์ม ใช้อุ้งมือและนิ้วที่เหลือจับกล้องให้มั่น ส่วนมือข้างซ้ายจะวางอยู่ที่ด้านล่างของกล้อง โดยใช้อุ้งมือเป็นตัวรองรับด้านล่างของกล้อง ใช้นิ้วหัวแม่มือสำหรับการปรับระยะชัดและปรับขนาดรูรับแสง ข้อศอกทั้งสองข้างชิดลำตัวเพื่อให้กล้องนิ่งที่สุดขณะบันทึกภาพ
นอกจากนี้ยังมีท่าจับกล้องในลักษณะต่างๆ ตามสถานการณ์การถ่ายภาพ เช่น ท่ายืน ท่านั่ง ท่านอนและท่าอื่นๆ เพื่อให้ได้ภาพในมุมที่สวยและคมชัดที่สุด


1. ท่าถ่ายภาพท่าปกติ ใช้มือซ้ายประคองกล้องให้นิ่ง พร้อมปรับระยะชัดและปรับรูรับแสง มือขวาจับตัวกล้องให้แน่น พร้อมทั้งลั่นชัตเตอร์ ข้อศอกชิดลำตัว ทำให้การจับถือกล้องมั่นคงยิ่งขึ้น


2. ท่าถ่ายภาพท่าปกติในแนวตั้ง ข้อศอกชิดลำตัว ทำให้การจับถือกล้องมั่นคงยิ่งขึ้น


3. ท่าถ่ายภาพในท่านั่ง ข้อศอกซ้ายตั้งบนหัวเข่าช่วยให้กล้องนิ่


4. ท่าถ่ายภาพท่าในท่านอน ข้อศอกทั้งสองข้างตั้งพื้น ใช้ในกรณีถ่ายภาพที่ใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำโดยไม่มีขาตั้งกล้อง หรือถ่ายภาพวัตถุในที่ต่ำ


5. ท่าถ่ายภาพท่าในท่านอน วางกล้องกับพื้น ใช้ในกรณีที่ใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำมากเพื่อให้กล้องนิ่งที่สุด (ถ้ามีขาตั้งกล้องให้ใช้แทน) หรือตั้งเวลาในการถ่ายภาพตัวเอง


6. ท่าถ่ายภาพท่าเหนือศีรษะ ใช้สำหรับถ่ายภาพผ่านสิ่งกีดขวาง แต่ถ่ายภาพในลักษณะนี้ ผู้ถ่ายต้องมั่นใจว่าจะสามารถถ่ายภาพได้ไม่หลุดกรอบ หรือกะระ-ยะโฟกัสได้แม่นยำ


ที่มา:http://202.183.216.170/computer/m2fri49/g17m2fri/howto.htm

การใช้กล้องถ่ายรูป 2

2. การตั้งค่าความไวแสงของฟิล์ม (ISO)
ฟิล์มที่มีจำหน่ายในท้องตลาด จะมีค่าความไวแสงที่แตกต่างกันตามความต้องการของผู้ใช้ ดังนั้น ก่อนการถ่ายภาพควรต้องตรวจสอบว่าฟิล์มที่ใช้มีความไวแสงเท่าใด โดยดูได้จากกล่องของฟิล์มและที่ม้วนของฟิล์ม หากกำหนดค่าความไวแสงของฟิล์มผิดพลาดจะทำการวัดแสงผิดพลาดด้วย ทำให้ภาพที่ได้อาจจะมืดหรือสว่างเกินไปก็เป็นได้
ในกล้องถ่ายภาพ 35 มม. สะท้อนเลนส์เดี่ยวโดยทั่วไป จะมีปุ่มปรับค่าความไวแสงไว้ที่ด้านบนของตัวกล้อง ซึ่งมีตัวเลขแสดงค่าความไวแสงขนาดต่างๆ ไว้ ผู้ใช้ต้องปรับให้ค่าความไวแสงให้ถูกต้อง ซึ่งกล้องแต่ละรุ่นจะมีวิธีการไม่เหมือนกันซึ่งต้องดูรายละเอียดจากคู่มือการใช้กล้องชนิดนั้นๆ
ในกล้องถ่ายภาพบางรุ่น จะมีระบบปรับค่าความไวแสงเองโดยอัตโนมัติโดยตัวกล้องจะมีปุ่มสำหรับอ่านค่าความไวแสงจากรหัสที่กลักฟิล์ม ดังนั้นเวลาจับกลักฟิล์มต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาดของมือ เพราะอาจจะทำให้รหัสของฟิล์มมีรอยหรือมีคราบสกปรกจะทำให้การวัดแสงผิดพลาดไปด้วย

การตั้งค่าความไวแสงของฟิล์มที่ตัวกล้อง ให้ตรงกับค่าความไวแสงของฟิล์มเพื่อป้องกันไม่ให้วัดแสงผิดพลาด


ที่มา:http://202.183.216.170/computer/m2fri49/g17m2fri/howto.htm

การใช้กล้องถ่ายรูป

1. การบรรจุฟิล์ม
เพื่อให้กล้องพร้อมที่จะใช้งาน ผู้ใช้จะต้องศึกษาจากคู่มือของกล้องอย่างละเอียด เพราะกล้องแต่ละชนิดแต่ละรุ่น จะมีกลไกในการทำงานไม่เหมือนกัน แต่กล้อง 35 มม. สะท้อนเลนส์เดี่ยวโดยทั่วไปแล้วจะไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก โดยมีขั้นตอนการบรรจุฟิล์มและการตรวจสอบเป็นขั้นตอน ดังนี้


1. เปิดฝาหลังกล้องและดึงก้านกรอฟิล์มกลับขึ้นจนสุด วางกลักฟิล์มให้เข้ากับช่องใส่กลักฟิล์ม ระวัง !! อย่าให้นิ้วหรือหางฟิล์มกระทบกับม่านชัตเตอร์เป็นอันขาด


2. ดึงหางฟิล์มออกจากกลัก และสอดปลายของหางฟิล์มเข้ากับแกนหมุนฟิล์มให้แน่น ให้รูหนามของกล้องเข้ากับรูหนามเตยของฟิล์มให้สนิท



3. ปิดฝาหลังกล้องทดลองขึ้นฟิล์มและกดชัตเตอร์ประมาณ 2 ภาพ (เพราะเป็นส่วนหัวฟิล์มที่โดนแสงแล้ว) ตรวจสอบความเรียบร้อยของฟิล์ม โดยหมุนก้านกรอฟิล์มกลับให้ตึง เมื่อขึ้นฟิล์มก้านกรอฟิล์มกลับจะหมุนตาม แสดงว่ากล้องถ่ายภาพพร้อมที่จะใช้งานได้แล้ว
หมายเหตุ : กล้องถ่ายภาพบางรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้องที่ถ่ายภาพระบบอัตโนมัติจะมีกลไกในการบรรจุฟิล์มที่สะดวกขึ้น ให้ศึกษาจากคู่มือการใช้กล้องถ่ายภาพชนิดนั้นๆ


ที่มา:http://202.183.216.170/computer/m2fri49/g17m2fri/howto.htm

อุปกรณ์ในการถ่ายรูป 5

บังแสงของเลนส์(Lens shade หรือ Hood)
ที่บังแสงของเลนส์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สวมไว้หน้าเลนส์มีทั้งชนิดเป็นโลหะ และเป็นยาง ทำหน้าที่ป้องกันแสงที่ไม่ต้องการเข้าไปในเลนส์ อาจทำให้ภาพมีรอยแสงด่างไม่สวยงาม



ที่มา:http://202.183.216.170/computer/m2fri49/g17m2fri/equipment.htm

อุปกรณ์ในการถ่ายรูป 4

ไฟแวบหรือแฟลช(Flash)
ในการถ่ายภาพในที่ๆ มีแสงน้อย เช่น เวลากลางคืน หรือกลางวันที่มีแสงไม่เพียงพอในการถ่ายภาพ เราจำเป็นต้องใช้แฟลชเข้าช่วย นอกจากเป็นการเพิ่มแสงสว่างให้แก่วัตถุแล้ว ยังสามารถใช้แฟลชเพื่อลบเงาและปรุงแต่งแสงให้ดูนิ่มนวลยิ่งขึ้น แฟลชมีอยู่ 2 ชนิด คือ
1. แฟลชบัลบ์ (Flash bulb) เป็นหลอดแฟลชที่ภายในหลอดมีไส้หลอดแต่ละหลอดจะจุดสว่างได้เพียงครั้งเดียว เมื่อใช้แล้วต้องเปลี่ยนหลอดใหม่ทุกครั้ง
2. แฟลชอิเล็กทรอนิคส์ (Electronic flase) เป็นแฟลชที่นิยมใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันตัวหลอด ทำด้วยแก้วใสประเภทควอทซ์ (Quartz) ภายในมีไส้หลอดบรรจุด้วยก๊าซซีนอน (Xenon) ให้อุณหภูมิสีเหมือนสีของแสงจากดวงอาทิตย์ (ประมาณ 5500K - 6000K) ดังนั้นฟิล์มสีประเภท Day light เมื่อนำมาถ่ายภาพด้วยแสงอิเล็กทรอนิคส์แฟลชแล้ว จะให้สีที่ถูกต้องเหมือนสีธรรมชาติ แฟลชชนิดนี้สามารถจุดให้หลอดสว่างได้ถึง 10,000 ครั้ง โดยอาศัยพลังงานจากกระแสไฟฟ้า AC หรือแบตเตอรี่แห้ง สำหรับแบตเตอรี่แห้งที่ใช้กันทั่วไป มีขนาดเล็กทำด้วย Alkaline ถ่ายภาพได้กว่า 100 ภาพต่อแบตเตอรี่ 1 ชุด และถ้าเป็นแบบ Nickel cadmium เมื่อใช้ไฟหมดสามารถนำมาประจุไฟใหม่ด้วยกระแสไฟ AC การประจุไฟแต่ละครั้งสามารถนำไปถ่ายได้เกินกว่า 50 ภาพ

ที่มา:http://202.183.216.170/computer/m2fri49/g17m2fri/equipment.htm

อุปกรณ์ในการถ่ายรูป 3

เครื่องวัดแสง(Light meter)
เครื่องวัดแสงเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการถ่ายภาพ เป็นเครื่องมือที่จะคำนวณปริมาณของแสงที่ถูกต้อง สามารถบอกเป็นตัวเลขของช่องรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ กล้องถ่ายภาพรุ่นใหม่ๆ จะมีเครื่องวัดแสงติดมากับตัวกล้อง (Exposure meter) ซึ่งมีวัสดุที่ทำหน้าที่เปลี่ยนแสงให้เป็นไฟฟ้าอยู่ 4 ชนิด คือ
1. เซลล์แคดเมียมซัลไฟด์ (CDS) มีขนาดเล็ก มีความไวแสงมากกว่าเซลล์ซีลีเนียม ใช้ได้ดีในที่ๆ มีแสงน้อย
2. เซลล์ซีลีเนียม
3. เซลล์ซีลิคอน (SPD) มีขนาดเล็ก และมีความไวแสงมากกว่าเซลล์แคดเมียม ถือได้ว่าเป็นเซลล์ไวแสงที่เหมือนตามนุษย์มากที่สุด
4. เซลล์แกลเลี่ยม เป็นเซลล์ที่มีความไวในการวัดแสงได้ดีมาก นิยมใช้แทนเซลล์ซิลิคอนเพราะว่ามีราคาถูกกว่าและคุณสมบัติที่เหนือกว่า

เครื่องวัดแสงที่ติดตั้งในตัวกล้อง แบ่งได้เป็น 2 พวก คือ
1. ตัววัดแสงอยู่ภายนอกตัวกล้อง อาจใช้ซีลีเนียมหรือแคดเมียมซัลไฟด์ มีขนาดและรูปร่างต่างๆ ส่วนมากจะติดอยู่ที่ตัวเลนส์หรือรอบวงแหวนของเลนส์
2. ตัววัดแสงอยู่ภายในกล้อง และวัดแสงที่หักเหผ่านเลนส์ (Through the lens) หรือ TTL มักใช้แคดเมียมซัลไฟด์เพราะมีขนาดเล็กและความไวแสงสูง สามารถวัดแสงได้ถูกต้องและแม่นยำ มักติดตั้งเซลล์วัดแสงที่ตัวปริซึมห้าเหลี่ยม หรือใต้ช่องกระจกสะท้อนภาพ เครื่องวัดแสงแบบ TTL มีระบบในการวัดอยู่ 3 แบบ
วัดแสงเฉพาะตรงส่วนกลาง (Center spot) เป็นการวัดแสงในเนื้อที่เล็กๆ เฉพาะส่วนที่ต้องการ ทำให้การวัดแสงถูกต้องดีมาก
แบบเฉลี่ยแสงทั่วทั้งภาพ (Full area everaging) เซลล์วัดแสงจะรับแสงสะท้อนจากวัตถุทั้งหมดแล้วเฉลี่ยปริมาณของแสง
แบบเฉลี่ยแสงแบบกลางภาพ (Center weighted) เป็นการผสมกันระหว่างวัดเฉพาะส่วนกลางกับวัดเฉลี่ยแสงทั่วทั้งภาพ ให้ผลการวัดแสงถูกต้องดีมากที่สุด


ที่มา:http://202.183.216.170/computer/m2fri49/g17m2fri/equipment.htm

อุปกรณ์ในการถ่ายรูป 2

สายลั่นไก(Cable release)
อุปกรณ์ที่ใช้ควบคู่กันไปกับขาตั้งกล้อง หรือแท่นก๊อปปี้ภาพ คือสายลั่นไก ทำหน้าที่กดชัตเตอร์แทนนิ้วมือของผู้ถ่ายภาพโดยมีเกลียวขันต่อกับปุ่มกดชัตเตอร์ ทั้งนี้เพื่อให้การกดชัตเตอร์เป็นไปอย่างนิ่มนวล สายลั่นไกมีอยู่หลายแบบ เช่น สายยาง สามารถถ่ายจากที่สูงหรือที่อยู่ไกลจากกล้องได้


ที่มา:http://202.183.216.170/computer/m2fri49/g17m2fri/equipment.htm